bkkwheels เว็บไซต์รวบรวม ข้อมูล สังคม จักรยาน
Home > Bicycle Route > ปั่นจักรยานเที่ยว สิงคโปร์ : แพ็คกระเป๋าตามได้เลย ตอนที่ 2

ปั่นจักรยานเที่ยว สิงคโปร์ : แพ็คกระเป๋าตามได้เลย ตอนที่ 2

การเดินทางของ  2 หนุ่มสาวที่แพ็คกระเป๋า เอาจักรยาน ขึ้นเครื่องบินไปปั่นที่สิงคโปร์ ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือ Human Ride ตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินไปสิงคโปร์ช่วงราคาถูก แต่โชคร้ายนิดหน่อยเพราะช่วงเวลาที่ไป เป็นช่วงที่มีไฟป่าในประเทศอินโดพอดี แล้วหมอกควันก็พัดมาไกลถึงสิงคโปร์ ทำให้ท้องฟ้าค่อนข้างหม่น แต่เขา 2 คนก็ยังไม่ทิ้งเป้าหมายที่วางไว้ ยังไงก็ต้องเอาจักรยานไปปั่นเที่ยวให้ได้ และเรื่องราวต่อจากนี้ คือการเดินทาง วันที่ 2 ของพวกเค้า ตามไปกันเลย

ตอนที่ 1 คลิก

ทริปนี้ไปไหนบ้าง 

Tree in Lodge > Tiong Bahru > Bugis > ระเบียงสีเขียว > NUS > Southern Ridges > Garden by the Bay > Sport Hub > Shimano Cycling World > Marina Barrage > Marina Bay > Park Connector Network > Cruseway > East Coast Park

*หมายเหตุ ไฮไลท์สีแดงคือสถานที่ที่เดินทางไปในบทความนี้

ตื่นเช้ามาวันที่ 2 ตั้งแต่ 6 โมงเช้าสิงคโปร์ ปิ้งขนมปังพร้อมกาแฟเป็นอาหารเช้า

ระหว่างที่แฟนยังไม่ตื่นเลยเอาจักรยานไปปั่นสำรวจบริเวณรอบ ๆ เจอวัดไทยด้วย

ด้านในพระอุโบสถ ประดิษฐานพระพุทธชินราชจำลอง

ผนังอุโบสถด้านหนึ่งยังคงอยู่ระหว่างการตกแต่ง

ด้านหลังองค์พระวาดเสร็จแล้ว ด้านล่างเป็นอาคารบ้านเรือนแบบสิงคโปร์ด้วย

อีกอย่างที่น่าสนใจคือป้ายรถเมล์…
คนมารอรถเมล์ยังไงก็ต้องมองรถเมล์ ถูกมั้ย ? แล้วทำไมไม่ทำที่นั่งรอรถเมล์ให้มันหันหน้าไปทางที่รถเมล์จะมาไปเลย ป้ายรถเมล์ที่นี่หลายๆ ป้ายก็ทำที่นั่งให้หันหน้าเข้าหาทางที่รถเมล์จะวิ่งมา จะมีแค่ป้ายที่ทางเท้าแคบๆ ที่ไม่พอถึงเป็นเก้าอี้นั่งขนานกับถนน

ก็ไม่รู้ทำไม กทม. บ้านเราเวลาออกแบบป้ายรถเมล์คิดอะไรแบบนี้ไม่ได้ ปีที่แล้วเห็นรื้อป้ายรถเมล์เก่าๆ หลายป้าย มาทำเป็นแบบหลังคาโค้งๆ เก้าอี้เขียวๆ แถวละ 3 ตัว ซึ่งมันไม่ได้ดีขึ้นเท่าไหร่เลย ฝนตกหลังคาก็กันฝนไม่ค่อยได้ ศาลาแบบเก่ายังจะดีซะกว่า

ระเบียงสีเขียว

ทางรถไฟสายนี้สืบสาวย้อนรอยไปได้ถึงช่วงที่อังกฤษยังปกครองแหลมมลายูอยู่ ทั้งสิงคโปร์และมาเลเซียต่างก็อยู่ภายใต้สหพันธรัฐมลายู (Federated Malay States) ด้วยกันทั้งคู่ ดั่งปรากฏตัวย่อเหนือรูปสลักหินอ่อน 4 ตัว คือ F M S R (R คือ Railway : ขออภัยตัว S โดนต้นไม้บัง)
จุดเปลี่ยนสำคัญคงไม่พ้นปี 1965 ที่สิงคโปร์แยกตัวออกจากมาเลเซีย แต่ทางรถไฟสายนี้ดันเป็นของ Keretapi Tanah Malayu หรือที่เรียกย่อ ๆ ว่า KTM หรือการรถไฟแห่งมาเลเซียต่อไป กลายเป็นทางรถไฟมาเลเซียสายนี้พาดผ่านกลางประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่ด่าน Woodlands ทางเหนือ มาจรดจนเกือบจะถึง Marina Bay ทางตอนใต้ ซึ่งสร้างความระหองระแหงใจให้รัฐบาลสิงคโปร์มาโดยตลอด

กระทั่งในปี 2011 รัฐบาลมาเลเซียและสิงคโปร์ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกันโดยตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2011 เป็นต้นไป รถไฟจากมาเลเซียจะสิ้นสุดแค่เพียงด่าน Woodlands และที่ดินในเขตทางรถไฟทั้งหมดจะถูกมอบให้แก่รัฐบาลสิงคโปร์

หลังสิ้นสุดการเดินรถได้ไม่นาน สิงคโปร์ก็ดำเนินการรื้อรางรถไฟออกจนเหี้ยนเตียน (ไม่รู้เพราะคับแค้นมากหรือยังไง) เหลือไว้เป็นอนุสรณ์แค่เพียงอาคารสถานี Tanjong Pagar และ สถานี Bukit Timah ซึ่งเป็นสถานีแค่ 2 แห่งบนเกาะสิงคโปร์ที่เก็บไว้เป็นอนุสรณ์ทางประวัติศาสตร์

ข้อน่าเสียดายอย่างเดียวคือจากวันที่ยุติการเดินรถในวันนั้น จนถึงวันนี้ อาคารสถานีแห่งนี้เคยเปิดใช้งานเพียงแค่ครั้งเดียวเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2012 นอกจากนั้นคือปิดไม่ให้ใครได้เข้าไปในตัวสถานีได้อีกเลย (แต่นาฬิกาในภาพข้างบนยังคงเดินตรงเวลาอยู่นะเออ)

เมื่อทางรถไฟจากไปที่ดินที่เคยเป็นทางรถไฟทอดยาวเหมือนงูเลื้อยสายนี้จึงแปรเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ (และยาว) ตั้งแต่ด้านหลังสถานี Tanjong Pagar ไปจนถึง Woodlands กลายเป็นลานสาธารณะที่พาดกลางผ่านสิงคโปร์ทั้งประเทศนามว่า Green Corridor

วิธีไป Green Corridor จากโฮสเทลนี่ง่ายพอ ๆ กับปอกกล้วยเพราะมันอยู่แทบจะหลังบ้านเรานี่เอง แค่เดินไปออกถนนข้างหลังเลาะฟุตบาทไปจนถึงสะพานแล้วเลาะทางลงไปข้างล่างหน่อยเดียวก็ถึงแล้ว

ตลอดเส้นทางเป็นทางดิน ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ที่ร่มครึ้มไปเกือบตลอดทาง นี่ขนาดเอารถพับมาขี่ยังฟิน

ระหว่างทางก็ได้พบเจอทั้งคนที่ขี่จักรยาน และวิ่งออกกำลังกายเป็นระยะ

ระยะทางทั้งหมดของอดีตทางรถไฟเส้นนี้ยาวถึง 36 กิโลเมตร แต่เราคงไม่บ้าพลังกันขนาดนั้น ขอลองปั่นพอเป็นกระสัยถึงแค่ย่าน Queen Town ระยะทางราวๆ 8 กิโลเมตรก็พอ

NUS : National University of Singapore

ออกจาก Green Corridor เราก็หลงมาโผล่เอาแถว ๆ ใจกลางย่านสำนักงานที่ดูจากหน้าตาตึกแล้วคงเป็นย่านพัฒนาขึ้นใหม่ไม่นานมานี้

บรรยากาศบริเวณอาคารสำนักงานนับว่าดูดีมาก หน้าตาทันสมัย แต่ก็กลมกลืนกับธรรมชาติมาก ใครว่าการพัฒนาต้องตรงข้ามกับการอนุรักษ์ธรรมชาติกันนะ

มีมหาวิทยาลัยก็ต้องมีโรงอาหาร และมันน่าจะถูกและดีกว่าโรงอาหารทั่ว ๆ ไปด้วย รอช้าอยู่ใยเล่า ว่าแต่ว่าโรงอาหารมันอยู่ตรงไหนล่ะทีนี้….

นี่ไม่รู้มหาวิทยาลัยหรือรีสอร์ท สวยอลังซะขนาดนี้

หลงทางเดินเข้าตึกนู้นทะลุตึกนี้ไปเรื่อย

มีหน้าผาจำลองมันกลางตึกเลยเว้ยเฮ้ยยย !!! นี่มหาลัยนะเว้ยยยยยย …. (ว่าแต่โรงอาหารอยู่ไหนเนี่ยยย)

ในที่สุดเราก็เจอโรงอาหารมหา’ลัยมีทั้งที่นั่งแบบ Air-Con และแบบ Open-Air

เป็นคนไทยต้องกินข้าวราดแกง (เกี่ยวมั้ย… 55) คนขายดันรู้อีกว่าเป็นคนไทย แหนะ พยายามพูดไทยกับเราด้วยนะ เคยไปเที่ยวมาล่ะสิ

ออกมาสองคนหน้าตาแบบนี้ พร้อมไมโล และ Qoo (ทำไมที่ไทยไม่มีขายเลย เสียใจ) รวมทั้งหมด 9.3 ดอลล่าร์

เพิ่งสังเกตเห็นอีกอย่างว่าราคาอาหารสำหรับบุคคลภายนอกกับนักศึกษาต่างกันจากร้านน้ำ พอลองไปดูตามร้านอาหารก็ต่างกันอยู่ราว 0.50-1 ดอลล่าร์ แต่คิดตังดูแล้วเราก็ได้ราคานักศึกษาที่นู้นกับเขาด้วยนะ เอ่า…

National University of Singapore ถือเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำไม่ใช่แค่ในระดับอาเซียนหรือเอเชียน แต่คือระดับโลก โดยได้ Ranking จาก Times และ QS University Ranking หลัก 10 ของโลก

ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1905 ตอนนี้ก็ 110 ปีเข้าไปแล้ว เกิดก่อนสิงคโปร์จะเป็นประเทศเสียอีก

คุณภาพชีวิตในแคมปัสดูดีเว่อร์ อาคารต่าง ๆ สิ่งอำนวยความสะดวกเพรียบพร้อม บรรยากาศดีขนาดนี้คงมีส่วนช่วยส่งเสริมการศึกษาแน่ ๆ คิดอะไรไม่ออกก็ลองไปเดินสวนดูต้นไม้ชมตึก

ที่นี่ดูคนจะนิยมใช้ Scooter ไถ ๆ มากที่สุด ดูจะมีมากกว่าจักรยานด้วยแต่ถ่ายมาไม่ทัน ทั้งสกูตเตอร์ทั้งจักรยานที่นี่ดูจะขี่กันชิลตามตึกได้เลยไม่มีใครห้าม

เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีทางด่วนขั้นกลางจึงมีสะพานเชื่อมมหาวิทยาลัยทั้งสองฝั่ง

เราข้ามมาอีกฝั่งเพื่อจะมุ่งหน้าไปยังแนวสวนตะวันตก ได้แก่ Kent Ridge Park > Hort Park > Mount Faber ซึ่งทั้ง 3 สวนนี้เชื่อมต่อกันผ่านสะพาน Alexandra Arch และ Henderson Waves นั่นเอง

…ปั่นขึ้นเขากันไส้แตก

Southern Ridges

Kent Ridge Park อยู่บนเขา… เท่ากับว่าบางช่วงเราต้องเข็น… TT
แต่สวนนี้ขึ้นชื่อเรื่องทางจักรยานเสือภูเขา เสียดายเราเป็นแค่รถพับ (และเข็นจนเหนื่อยแล้ว) เลยขอข้ามไป

บนยอดเขามีจุดชมวิว มองเห็นท่าเรือได้ แต่ก็อย่างว่า เราไปเอาช่วงที่ฟ้าสิงคโปร์มีแต่สีเทา ๆ เลยมองเห็นมาได้แค่นี้

ทางเชื่อมจาก Kent Ridge Park ไป Hort Park จะมีสะพานชมป่าพาข้ามไป

เขาบอกห้ามขี่ยังจะมาแอบไถๆ

ทางพามาสุดตรงหน้า Bukit Chandu ที่ซึ่งเคยเป็นสมรภูมิสมัยสงครามโลกครั้งที่สองก่อนที่อังกฤษจะยอมจำนนต่อกองทัพญี่ปุ่น ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์

ด้านบนใกล้ ๆ กันมีหมู่บ้านอยู่บนเขาด้วย อยู่ได้แบบนี้ในสิงคโปร์นี่ต้องอภิมหารวย จะหลงปั่นเข้าไปทีนึงเพราะนึกว่าเป็นทางต่อไปอีกสวน ซึ่งจริงทางเชื่อมไปสวนเป็นทางบันไดเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ตรงพุ่มไม้ …แน่นอนว่าช็อตตี้เราต้องยก (แค่นี้ทำอะไรเราไม่ได้หรอก เราซ้อมยกขึ้นสะพานลอยที่กรุงเทพฯบ่อยแล้ว)

จากนั้นก็ลง ฮู้วววววววววว

Hort Park ออกแนวเป็นส่วนมุ้งมิ๊งหน่อยๆ ปลูกต้นไม้ที่ปลูกได้ง่ายๆ ตามบ้าน จัดพร๊อพให้ถ่ายรูปได้หลายๆ มุม ดูใกล้เคียงคำว่าสวนมากกว่าป่า มีกิจกรรมสอนปลูกต้นไม้วันหยุดด้วย ชวนนึกถึง Root Garden ทองหล่อยังไงยังงั้น

Hort Park

แวะพักดื่มกาแฟกันในสวน มีสอนจัดกระถางต้นไม้ด้วย เห็นราคาแล้วรู้สึกเลยว่าจตุจักรบ้านเรานี้ถูกมากกกก

Alexandra Arch สะพานโค้งที่โค้งทั้งพื้นสะพานและโครงสะพาน ทำหน้าที่เชื่อม Hort Park กับทางเดิน Forest Walk เข้าด้วยกัน

ใครมาเยี่ยมชมตอนกลางคืนมีการเล่นแสง LED ด้วยนะครับ ลองมาตอนกลางคืนกันได้ ไม่มีจักรยานจะนั่งรถเมล์มาก็ได้ มีป้ายรถเมล์ด้านล่าง แต่อย่าถามสายรถเมล์นะเพราะเรามาด้วยจักรยาน แบร่~

บนทางสวนกับสกู๊ตเตอร์ด้วย อาจจะเป็นทางลัดกลับบ้าน คนที่นี่ใช้สกู๊ตเตอร์เชื่อมต่อการเดินทางกันเยอะนะ มีร้านเป็นเรื่องเป็นราว เมืองเขาฟุตบาทเรียบ มีทางลาดทุกจุด คงจะไถ ๆ สะดวก คนกรุงเทพฯฟุตบาทขรุขระ ๆ เดี๋ยวก็เจอป้ายเจอกองขยะตามด้วยโต๊ะกินข้าวขวางตลอดอาจจะไม่มีฟีลลิ่งแบบนี้น่ะนะ

ทางข้างบนมีป้ายห้ามปั่นจักรยาน อาจจะกลัวแหกโค้งตกลงไป (แต่ทางตรงไกลๆ ไม่มีคนสวนมาเราก็แอบไถๆ เหมือนกันนะ)

ระหว่างทางเหมือนเดินป่าเลย บรรยากาศเอย เสียงนกเอย มีป้ายคอยให้ความรู้ด้วย

ระยะทางของเส้นทางนี้ราว ๆ 1.3 กิโลเมตรครับ จาก Alexandra Arch ไป Henderson Wave จะเป็นทางขึ้นเสียส่วนใหญ่ แต่ทางช่วงนี้จะมีทางลาดให้เข็นไปได้ตลอด (ลาดแบบจะขี่ก็ได้แต่เขาไม่ให้ขี่) ดังนั้นถ้าใครอยากสบายเริ่มต้นจาก Henderson Wave มาสุดที่ Alexandra Arch จะสบายกว่า

จะถึง Henderson Wave แล้ว ใช้เวลาเดินมาราว ๆ ครึ่งชั่วโมง

Henderson Wave เป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่ออีกแห่งของสิงคโปร์ไปแล้วแน่นอน เพราะแค่มาถึงปลายสะพานเราก็เจอกรุ๊ปทัวร์แวะเวียนมาที่สะพานแห่งนี้อย่างเนื่องแน่นแล้ว (เห็นมั้ย ไกลๆ นั่นไง)

Henderson Wave

ที่นี่ตอนกลางคืนก็มีไฟ LED เหมือนกัน เพราะงั้นใครอยากลองบรรยากาศกลางคืนลองแวะเวียนมาชมบรรยากาศทั้ง 2 สะพานต่อเนื่องกันเลยก็ได้

หนีคนบนสะพานไปถ่ายตึกแทนดีกว่า ยังกับฉากในหนัง Sci-Fi

บน Mount Faber มีกล้องส่องทางไกลชมวิวให้ดูกันได้ฟรี ๆ แบบไม่ต้องหยอดเหรียญด้วย

มีเมอร์ไลอ้อนซ่อนอยู่บนนี้ตัวนึงด้วยแหละ

อีกหนึ่งทางเลือกสำหรับขึ้นเขา Faber คือกระเช้า นั่งเชื่อมไปถึงเกาะซานโตซ่าได้เลย

เรามาเจอปญหาเอาตอนจะลงเนี่ยจาก Mount Faber นี่แหละ คือทำไมทางมันเป็นวันเวย์ ??!! เห้ยยยย แล้วโฮสเทลคืออยู่ข้างล่างตรงนี้เอง

เลยต้องเจอกับบันไดลงเขาอย่างไกล คร่อกกก….

พ้นบันไดเจอถนนลงได้ค่อยดีหน่อย มีขึ้นแล้วมันต้องมีลงแบบนี้ถึงจะถูก

ก่อนกลับโฮสเทลแวะร้านโชห่วยแบบนี้ซึ่งมีอยู่ตามใต้ตึกที่พักอาศัยทั่ว ๆ ไป

ขอบอกเลยว่า ใครไปซื้อน้ำตามเซเว่นแล้วว่าน้ำแพงมหาโหดคือคุณพลาดนะฮะ เพราะระยะเวลาที่อยู่ในสิงคโปร์มา น้ำที่ขายใน 7-11 คือแพงสุดแล้ว อยากซื้อน้ำถูกๆ ต้องไปตาม Supermarket ไม่ก็ร้านโชห่วยแบบนี้ ซึ่งน้ำกระป๋องน้ำอัดลมขายอยู่แค่ป๋องละ 50 เซนต์เท่านั้นเอง (ส่วนน้ำเปล่าเราไม่ได้ซื้อนะจ๊ะ พกกระติกน้ำไปหาน้ำเติมฟรีเอา เซฟตังไปได้มากโข ไม่เพิ่มขยะพลาสติกด้วยนะเออ

Garden by the Bay

เรากลับถึง Hostel ราว ๆ ทุ่มนึงได้ เหมือนจะจบวันนี้แค่นี้ แต่พอมาเจอกับเอสเค(เจ้าของโฮสเทล) กำลังอธิบายสถานที่น่าเที่ยวยามค่ำคืนให้กับแขกอยู่แบบละเอียดยิบ ๆ เราก็เลยเกิดอาการอยากเที่ยวต่อขึ้นมาอีกฮึดนึง

Garden by the Bay มีแสดงไฟตอน 2 ทุ่ม 45 ! ฟ้าตอนกลางคืนดูควันจะจางลงพอดี ไป Garden by The Bay กัน !!!

เนื่องจากกว่าจะออกจากโฮสเทลก็ล่อไปเกือบสองทุ่มแล้ว เราเลยตั้งหน้าตั้งตาปั่นจากโฮสเทลมายาวๆ จนถึง China Town

ถ้าย้อนไปดูรูปมุมเดียวกันของเมื่อวานนี้จะเห็นเลยว่าวันนี้อากาศดีกว่าเมื่อวานมาก

เลี้ยวขวาตรงตึกที่ดังๆ ที่เขาปลูกต้นไม่ไว้ข้างๆ ตึก ตรงมาเรื่อยๆ จนมาถึงแยก Raffles Place ที่มีต้น Christmas เป็นสัญลักษณ์ (เราจำต้นนี้ได้ เคยเห็นจากกระทู้รีวิวสักอันในพันทิปนี่แหละ)

ทีนี่เราต้องตัดถนนเข้าขวาเพื่อเข้าถนน Marina Boulevard ถ้าหลุดไปก็จะไปหาเมอร์ไลอ้อนแทน

พรึ่บบบบ !!!
……..
……
….

…ตัดไม่ทัน (เกริ่นซะนึกว่าโดนรถชน โถ่วววว)

ก็ไม่รู้ทำไม อยู่เมืองไทยอย่างงี้ตัดสบาย ๆ แต่อยู่ที่นี่เวลาจะเลี้ยวขวาไม่เค้ย ไม่เคยกล้าตัดเลย ต้องขึ้นฟุตบาทไปรอไฟคนข้ามถนนตลอด กลัวคนขับรถที่นี่ตกใจ อีกอย่างคงเป็นเพราะที่นี่จะแยกไหน ๆ ก็มีไฟคนข้ามทุกแยก มีทางม้าลายที่รถหยุดให้ตลอด ฉะนั้น การไปหยุดรอข้ามพร้อมคนเดินเท้าบนทางม้าลายดูจะสะดวกสบายและปลอดภัยกว่าการตัดถนนข้ามแบบเมืองไทย

ปัญหาคือหลังจากเราหลุดเข้าไปหาเมอร์ไลอ้อน ถนนเส้นนี้ดันไม่มีจุดให้ข้ามถนน ไม่มีแยกเลย (เพิ่งจะชมไปหยก ๆ ยกเว้นถนนช่วงนี้ไว้เส้นนึงละกัน)

แต่ไม่เป็นไร ในที่สุดเราก็มาถึง Garden by the Bay ทันเวลา พอดี

การแสดง Garden Rhapsody มีด้วยกันสองรอบเวลา 19.45 และ 20.45 ที่สำคัญคือชมฟรี อิอิ (แต่ถ้าเข้าโดมต้องเสียตังนะ)

ในเขต Garden by the Bay เราสามารถจูงจักรยานไปกับเราด้วยได้ แต่ห้ามปั่นเด็ดขาด ! หรือใครอยากเดินสะดวก ๆ ด้านหน้าก็มีที่จอดจักรยานอยู่ พอดีเราไปแบบเฉียดฉิวเวลาแสดงไฟมาก เราเลยลากไปด้วย นี่รปภ.เดินมาคุยด้วย 3 คน 3 รอบว่าห้ามปั่นนะ ๆ

จบจาก Garden by the Bay ก็ไปดูการแสดงที่ Marina Bay Sand ต่อ เอาจักรยานไปด้วยเลยเกาะ ๆ รั้วดูตรงนี้ละกัน

ตู้มมม ร้อนผ่าวมาถึงนี่

อันนี้นึกถึงเวลาเปิดเครื่อง Sony Experia เลย

Dinner in Victorian Style

ปิดท้ายวันนี้ 4 ทุ่มแล้ว ระหว่างทางกลับโอสเทลบังเอิญผ่าน Telok Ayer Hawker ซึ่งน่าจะเป็น Hawker ที่สวยที่สุด แถมยังอยู่ใจกลางย่าน CBD และใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวอย่าง Marina Bay สุดๆ อีกต่างหาก

Telok Ayer Hawker

สถาปัตยกรรมแบบ Victorian แถมอยู่ได้กลางย่านที่ดินแพงยับขนาดนี้ เดาว่าตัวอาคารต้องเก่าแก่และมีความหลังแน่นอน

มื้อนี้เลือกกินเป็นอาหารอินเดีย มากันเป็นถาดเลย นี่ไม่เกรงใจจะใช้มือกินและ ราคา 6 เหรียญ เยอะจนกินแทบไม่หมด

ด้านนอกเป็นแหล่งรวมร้านสะเต๊ะอีกด้วย ขายแบบมาถามตามโต๊ะเลย

ลองซื้อชาดื่มแก้วนึง หอมๆ หวานเบาๆ

ทางกลับโฮสเทล ผ่าน Red Dot Museum ด้วย ก็ว่าตึกนี้ดูคุ้นๆ

กับตึกสวยๆ มองเห็นวัดเขี้ยวแก้วทางขวาไม่ไกลนัก (แต่โฮสเทลเราไปทางซ้าย บ๊ายบาย)

จบวันที่ 2 ในสิงคโปร์

โปรดติดตามตอนต่อไป

ภาพและบทความโดย

Sittidej Juthakan (date1416)

ที่มา Pantip.com

เรียบเรียงโดย

BKKWheels

 

You may also like
ปั่นลุยป่า ฝ่าลำธาร ปั่นจักรยานเที่ยว คลองมะเดื่อ โกรกทุเรียน
ให้เราพาเธอไปหาเขา ปั่นจักรยานเที่ยว นครนายก
InterBike จัดขบวนจักรยาน Pacific ลดราคาครั้งใหญ่
ปั่นหาดใหญ่ ไปแล้วอยากไปอีก