bkkwheels เว็บไซต์รวบรวม ข้อมูล สังคม จักรยาน
Home > Bicycle Route > ปั่นจักรยานเที่ยว สิงคโปร์ : แพ็คกระเป๋าตามได้เลย ตอนที่ 3

ปั่นจักรยานเที่ยว สิงคโปร์ : แพ็คกระเป๋าตามได้เลย ตอนที่ 3

ถ้าใครกำลังฝันอยากไปปั่นจักรยานต่างประเทศอยู่ละก็ สิงคโปร์น่าจะเป็นจุดหมายหนึ่งที่คุณสามารถเอาจักรยานไปปั่นได้ง่าย ด้วยขนาดเมืองที่ไม่ใหญ่มาก และค่อนข้างปลอดภัย มีอะไรให้เราเที่ยวค่อนข้างเยอะพอสมควร เหมาะกับทริป 3 – 4 วัน ซึ่งบทความเที่ยวสิงคโปร์ชุดนี้ก็เดินทาง 4 วันด้วยกัน เรียกได้ว่า ถ้าใครกำลังวางแผนจะไปก็ลองดูสถานที่แนะนำจากบทความชุดนี้ได้เลยครับ

ตอนที่ 1 คลิก

ตอนที่ 2 คลิก

ทริปนี้ไปไหนบ้าง 

Tree in Lodge > Tiong Bahru > Bugis > ระเบียงสีเขียว > NUS > Southern Ridges > Garden by the Bay > Sport Hub > Shimano Cycling World > Marina Barrage > Marina Bay > Park Connector Network > Cruseway > East Coast Park

*หมายเหตุ ไฮไลท์สีแดงคือสถานที่ที่เดินทางไปในบทความนี้

Merlion

ตอนเช้าเราผ่าน Telok Ayer ยังติดใจความงามไม่หาย นาฬิกาตรงกลางยังคงตีบอกเวลาเสียงดังฟังชัดอีกด้วย

คงไม่มีใครไม่รู้จักสิงโตตัวนี้ มาสิงคโปร์ครั้งแรก แต่กว่าจะมาเยือนเมอร์ไลอ้อนก็ล่อไปเกือบวันสุดท้ายที่อยู่ที่สิงคโปร์

วันนี้ถือว่าอากาศดีกว่าเมื่อวานอีก แทบจะดีที่สุดที่อยู่ที่นี่ก็ว่าได้

ใกล้ ๆ Merlion Park มีร้านค้าตามสไตล์แหล่งท่องเที่ยว …ในราคานักท่องเที่ยว ถ้วยละ 10 ดอลล่าร์

มีเกาะปันหยีสิงคโปร์ด้วย

Singapore Sport Hub

หลังจากแวะ Merlion ให้ไม่เสียชื่อคนมาสิงคโปร์แล้ว เราก็พยายามคลำทางต่อไปยัง Sport Hub ซึ่งดูแล้วอยู่ไม่ไกลกันมากนัก ระหว่างทางเราสะดุดเข้ากับป้ายๆ นึงที่ตั้งไว้ข้างทางริมทางข้ามถนน

มันคือป้ายบอกว่าเกิดเหตุอาชญากรรม (กรณีนี้คือเหตุรถชนคนเดินเท้า) ซึ่งบอกทั้งวันเวลา ตั้งไว้ในสถานที่เกิดเหตุ ไม่รู้ว่าสิงคโปร์เอาแนวปฏิบัติแบบนี้มาจากไหน เกิดเหตุที่ไหนตั้งป้ายบอกมันเลย คนทั่วไปก็ได้รู้ว่าตรงนี้เพิ่งเกิดเหตุอาชญากรรมขึ้น อาจจะเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น ด้านตำรวจเองก็ต้องทำงานมากขึ้น เพราะคนคงรู้สึกไม่ดีแน่ ๆ หากต้องเจอป้ายนี้บ่อยๆ มันก็เหมือนเป็นการบอกประสิทธิภาพของตำรวจไปในตัวด้วย

ตลอดระยะเวลา 4-5 วันที่เราตะลอนอยู่ในสิงคโปร์ก็เจอป้ายแบบนี้แค่ป้ายนีป้ายเดียว ก็คงพออุปมาได้ว่าการใช้ชีวิตที่นี่ดูจะปลอดภัยพอสมควรทีเดียว

ทางในแผนที่บอกให้เราข้ามสะพานหนึ่งสะพานเพื่อไปยัง Sport Hub ดูในแผนที่ก็แค่เส้นตรงๆ มาเจอของจริงเข้าแทบร้อง

คิดในแง่ดีก็ได้ชมวิวมุมสูงแบบไม่เสียตังละกัน ขึ้นถึงกลางสะพานก็เริ่มเห็นกิจกรรมทางการกีฬาแล้ว

เราต้องผ่านย่านที่พักอาศัยแห่งหนึ่งก่อนจะถึง Sport Hub

ที่สิงคโปร์ จักรยานขี่ได้ทั้งบนถนนและบนทางเท้า ซึ่งทางเท้าที่นี่ก็กว้างพอที่ทั้งคนเดินเท้าและจักรยานจะใช้ร่วมกันได้ เราจึงเห็นคนท้องถิ่นขี่ทั้งบนถนนและทางเท้าในจำนวนที่พอๆ กัน ขึ้นอยู่กับลักษณะการเดินทางมากกว่า ถ้ารถแม่บ้านขี่ใกล้ๆ ก็มักจะอยู่บนทางเท้า ส่วนรถราคาแพงขึ้นหน่อยก็มักจะปั่นอยู่บนถนน ข้อห้ามอย่างเดียวของการขี่จักรยานที่นี่คือการไปขี่บนทางด่วน ซึ่งก็แอบสังเกตยากเพราะทางด่วนหลาย ๆ สายในสิงคโปร์อยู่ในระดับผิวดิน และมันไม่ได้มีด่านเก็บตังแบบบ้านเรา เราจึงต้องคอยดูจากแผนที่เราเองไม่ให้หลงเข้าไปในถนนเส้นสีส้ม ๆ เราเคยเกือบหลงเข้าไปในทางด่วนอยู่ทีหนึ่ง แต่สังเกตเห็นเสียก่อนว่าทางมันแปลก ๆ คือถนนที่จะตัดกับทางด่วนเป็นสะพานข้ามไปเลย (สิงคโปร์สะพานข้ามแยกน้อยมาก ส่วนใหญ่จะตัดกันเป็นสี่แยกไฟแดง) เราเลยขึ้นฟุตบาทแล้วเช็คแผนที่ก่อนจึงรู้ว่าข้างหน้าคือทางด่วน

เราเองก็ปั่นทั้งบนถนนและบนทางเท้า ช่วงที่ปั่นระยะทางยาว ๆ เราก็ลงไปปั่นช่องซ้ายสุดบนถนน ช่วงไหนใกล้ๆ ที่สวยๆ อยากถ่ายรูป ต้องการย้อนทาง หรือตอนกำลังหลง เราก็ขึ้นไปขี่บนทางเท้า

ข้อพึงระลึกอย่างเดียวของการขี่บนทางเท้าคือ “มันคือทางเท้า” ดังนั้น คนเดินเท้าจึงเป็นผู้มีสิทธิสูงสุดบนทางเท้าของเขา เราจึงต้องไม่ปั่นด้วยความเร็วบนทางเท้า และรอคนเดินเท้าเสมอ ถ้ารีบก็จงลงไปบนถนน

สนามกีฬาหลักใน Sport Hub แห่งนี้คือ National Stadium ซึ่งจุคนได้ 55,000 คน ครองตำแหน่งอาคารโดมที่ใหญ่ที่สุดในโลก แถมยังเปิดปิดได้ด้วยเวลาเพียง 25 นาที และสนามแห่งนี้เองที่เป็นที่จัดกีฬา Sea Games ที่สิงคโปร์เป็นเจ้าภาพเมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้

ด้านนอกสนามเป็นพื้นที่กว้างสำหรับรองรับผู้คนจำนวนมาก แต่ระหว่างที่ไม่มีงานก็เปิดให้คนทั่วไปขึ้นมาวิ่งหรือเอาจักรยานขึ้นมาขี่ได้ ลู่วิ่งนี่สี 100 Plus มาเลย ไม่รู้บังเอิญหรือตั้งใจ

ระดับสิงคโปร์ทำสนามกีฬาทั้งทีย่อมไม่พลาดที่จะมีรถไฟฟ้าอยู่ติดกับสนามเลย

และที่ขาดไม่ได้สำหรับสิงคโปร์ …ห้างนั่นเอง นี่ก็ติดพอ ๆ กับสถานีรถไฟฟ้าเลย

ภายใน Sport Hub ยังมีพิพิธภัณฑ์ Singapore Sports Museum อีกด้วย แต่เสียค่าเข้าถึง 10 ดอลล่าร์

ดังนั้นเราจึงขอข้ามไป แล้วไปเข้าที่อยู่ติด ๆ กันดีกว่า

Shimano Cycling World

Shimano Cycling World ต้อนรับเราด้วยป้ายและจอ Inter Active ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยคลิปเกี่ยวกับการขี่จักรยานประเภทต่าง ๆ ซึ่งเรียกชมผ่านการเคลื่อนไหวมือบนเซ็นเซอร์

ส่วนด้านบนเต็มไปด้วยวงล้อ โซ่ และจานจำนวนมากที่ประดับตกแต่งและหมุนติ้ว ๆ อยู่ด้านบน

ห้องนิทรรศการขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ทุกพื้นที่ดูจะอัดแน่นไปด้วยข้อมูลและของเล่นที่ทำให้ตื่นเต้นจนมือสั่น ภาพถ่ายมานี่เบลอไปหมด

หันทางด้านซ้ายจะเจอกับโซนข้อมูล ทั้งชั้นหนังสือ และหน้าจอแสดงข้อมูล(รวมไปถึง iPad บนโต๊ะ)เส้นทางน่าขี่ทั้งในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก และในส่วนของประเทศสิงคโปร์เอง

ลองกดข้อมูลของประเทศไทยดู มีแนะนำข้อมูลย่านไชน่าทาวร์ต่อไปถึงธนบุรี ออกแนวเป็นข้อมูลกว้างพอสังเขป อยากรู้คงต้องลองไปค้นต่อกันเอง

ด้านล่างยังเป็น Gallery ภาพต่าง ๆ ของแต่ละประเทศที่เลือก

ส่วนข้อมูลฝั่งสิงคโปร์นี่ดูจะเป็นข้อมูลที่ละเอียดพร้อมใช้งานมากกว่า อย่างเช่น เรียกดูเส้นทาง PCN : Park Connector Network

หรือเรียกให้แสดงข้อมูลอย่างร้านจักรยาน หรือร้านให้เช่าจักรยานในย่านต่างๆ

ส่วนของหนังสือก็มีหลายเล่มที่หน้าสนใจ ทั้งหนังสือความรู้ หนังสือป็อปอัพสวย ๆ อย่างเล่มในภาพ แค็ตตาล็อกจักรยาน หรือกระทั่งหนังสือแนะนำการเลือกจักรยาน ที่ลองมอง ๆ ดูมีทั้งที่เป็นภาษาอังกฤษ และญี่ปุ่น

และในเมื่อที่นี่เคยลงใน Humanride ที่นี่จึงมีหนังสือภาษาไทยหลงมาอยู่ฉบับหนึ่งด้วย (เขาวางไว้อยู่ตรงนี้อยู่แล้วนะไม่ได้จัดเอามาถ่ายภาพ)

อีกด้านหนึ่งเป็นส่วนแสดงนวัตกรรมต่างๆ ให้ลองเล่นดูได้

กลไกของเกียร์ดุม

ข้อมูลของอุปกรณ์แต่ละชิ้น เลื่อนหน้าจอมาทับที่แต่ละชิ้นแล้วหน้าจอจะแสดงข้อมูลของชิ้นนั้นๆ

ส่วนอีกด้านเป็นพัฒนาการของจักรยาน

High-Light อีกอย่างของที่นี่คงต้องยกให้สว่นจัดแสดงจักรยานตัวเป็น ๆ ที่คัดเอารุ่นเด่น ๆ ในแต่ละช่วงเวลามารวบรวมไว้ให้เราเลือกดึงออกมาชมได้ตามต้องการ

Shimano Cycling World เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่ม และ 3 ทุ่มในวันเสาร์อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ และที่สำคัญสุดๆ คือ เข้าชมฟรี
ลองตามไปดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://shimanocyclingworld.com/

China Town

ออกจาก Sport Hub เรานัดเจอหลินอีกทีที่ไชน่าร์ทาวร์

มาถึงไชน่าทาวร์ ไม่พูดพร่ำทำเพลง เอาจักรยานไปจอดหลัง ChinaPoint แล้วเดินต่อมาที่ Chinatown Complex ด้านบนมี Hawker Centre ขนาดใหญ่เลย เดินวนเลือกร้านเสียตั้งนาน

ในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่บะหมี่ร้านนี้คิวยาวสุด รอเกือบ 10 นาทีแหนะกว่าจะได้ทาน

3 ดอลล่าร์เท่านั้น รสชาติดีเลยทีเดียว (แต่แอบมันไปนิดนึงตามสไตล์อาหารจีน)

ใช้พลังงานปั่นขึ้นสะพานข้ามไปสปอร์ตฮับไปเยอะ ต่อชามสองเป็นฮกเกี้ยนหมี่


เสร็จจากของคาวก็ไปต่อที่ของหวานร้าน Mei Heong Yuen Dessert บนตรอก Temple Street

คนแน่นร้านเลย

สั่งเป็นของเย็น 2 อย่าง อันนั้นน้ำแข็งไสรสทุเรียน

อีกเมนูที่ลอง เป็นอะไรไม่รู้ ขนมโบราณ ๆ ทานกับน้ำพริกเผา

เราเดินเล่นในไชน่าทาวร์สักพัก น้ำในกระติกที่เราพกมาก็เหือดแห้งไปจนหมด เราถามหลินถึงร้านขายน้ำ แต่สิ่งที่เราค้นพบก็คือ ตามร้านอย่าง Starbucks และ McDonalds นั้น เราสามารถเอากระติกของเราไปขอให้เขาเติมน้ำเปล่าได้ฟรี แม้เราจะไม่ได้ซื้ออะไรเขาเลยก็ตาม

เมืองที่น้ำแพงอย่างสิงคโปร์มีน้ำในกรอกฟรี !!! นี่ไม่ค่อยเชื่อหลินเลยพาเข้าแมคขอน้ำโชว์ให้ดูเป็นขวัญตา

ทุกอย่างเริ่มต้นที่คน

เตร็ดเตร่ในไชน่าทาวร์จนเกือบ 5 โมงเย็นถึงเวลาต้องจากลา หลินลง MRT ไปธุระต่อที่ออชาร์ด ส่วนเราก็เดินไปเอาจักรยานที่จอดไว้หลังตึก ChinatownPoint

ระหว่างเข้าไปในห้าง ใครจะไปคิดว่าบนห้างจะมีห้องสมุดสาธารณะอยู่บนชั้น 5 แบบเหมาทั้ง Floor

เราลองเดินเข้าไปดูก็พบว่ามีชาวสิงคโปร์ทุกเพศทุกวัยใช้บริการกันอยู่เต็มห้องสมุด และแน่นอนว่ามันเงียบ (กว่าห้องสมุดมหาวิทยาลัยบางแห่งในบ้านเราเสียอีก)

เราไม่ได้เจอห้องสมุดลักษณะแบบนี้แค่เพียงแห่งเดียว เพราะระหว่างทางของเรามีโอกาสพบเจอห้องสมุดแบบนี้ตามย่านชุมชนอีกแห่งหนึ่ง จึงขอเดาว่าทั่วเกาะสิงคโปร์คงมีห้องสมุดสาธารณะดี ๆ แบบนี้อยู่ตามแหล่งชุมชนไม่ต่างจากสนามเด็กเล่น

ให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ขนาดนี้ คงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเกาะเล็ก ๆ ที่ไม่มีทรัพยากรอะไรจึงมีความเจริญแซงทุกประเทศในอาเซียน และอยู่หัวแถวของประเทศพัฒนาแล้วของเอเชียและของโลก

Marina Barrage

เขียนไปเขียนมาชักจะหนักสาระเกินไปหน่อย กลับมากระทู้ท่องเที่ยวใหม่ ไปชมวิวมาริน่าเบย์กันดีกว่า
ผ่านตึกต้นไม้ ได้ถ่ายรูปเสียที

ยาว ๆ ไปถึง Garden by the Bay คนออกกำลังกายทั้งวิ่งทั้งขี่จักรยานกันเยอะเลย

ก่อนจะพ้น Garden by the Bay เจอของเล่นอีกแล้ว เป็นสวนน้ำตามจังหวะเพลง เด็กวิ่งเล่นกันสนุกมาก ที่สำคัญคือฟรี ใครอยากเข้ามาเล่นก็ได้ ขอแค่ถอดรองเท้า มีห้องน้ำบริการไว้พร้อม ประเทศนี้นี่ถึงอาหารอะไรจะแพงแต่บริการสาธารณะก็พร้อมสำหรับทุกคนจริง ๆ จากที่ดูไม่มีอะไรก็มีอะไรให้ทำเยอะแยะมาก เห็นอะไรแบบนี้แล้วชวนให้คิดว่าต่อไปวันหยุด 2-3 วันคิดอะไรไม่ออกก็มาสิงคโปร์เถอะ มีนู่นนี่นั่นให้พักผ่อนแน่นอน ไม่ต้องวางแผนให้วุ่นวาย

พอพ้นจาก Garden by the Bay ก็จะเจอกับ Marina Barrage ต่อกันเลย

หน้าที่หลักของมันคือเป็นเขื่อนกันน้ำจืดกับน้ำเค็มออกจากกัน เพราะสิงคโปร์เป็นประเทศเล็ก ๆ น้ำจืดจึงเป็นทรัพยากรที่มีค่าเกินกว่าจะปล่อยให้มันไหลลงทะลไปเฉย ๆ

แต่พี่สิงยังเล็งเห็นประโยชน์อีกอย่างของพื้นที่ตรงนี้ จนทำออกมาดูดีกลายเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปด้วยจนกลายเป็นหน้าที่หลักอีกอย่างไปแล้ว

ข้ามสันเขื่อนมาอีกฝั่งจะเจอเข้ากับสวน Marina East ถัดเข้าไปจะเป็นสนามกอล์ฟ นอกจากบรรยากาศจะดีมาก ๆ วันนี้อากาศยังดูดีกว่าวันก่อน ๆ ด้วย จึงเจอคนมาออกกำลังกายกันเยอะเลย

ที่สำคัญสุดๆ ผมขอยกให้วิว Marina Bay จากตรงนี้ เวลานี้ เป็นมุมที่สวยที่สุด ฟินสุด Highly Recommend มากๆ

เรากลับมาที่ Marina Barrage อีกทีก่อนที่แสงอาทิตย์จะลับฟ้า เพื่อจะขึ้นไปชมวิวจากบนหลังคาอาคารสูบน้ำซึ่งถูกทำเป็นลานสนามหญ้ากว้างพอ ๆ กับสนามบอลอยู่ด้านบนให้คนขึ้นไปพักผ่อนหย่อนใจได้

เข็นรถขึ้นไปได้ด้วยนะ

วิวจากบนหลังคามองไปทาง Marina Bay Sand แสงแบบ Magic Hour เลย

มีคนมาปิกนิคเล่นว่าวกัน นึกถึงสนามหลวงบ้านเราแล้วมองเห็นวิววัดพระแก้วเลย

นอนมันทั้งคนทั้งจักรยาน

เราปล่อยเวลาอยู่บนดาดฟ้า Marina Barrage จนค่ำ ถึงจะขี่จักรยานกลับไปยัง Marina Bay อีกครั้งนึง

Marina Bay

ต่อชีวิตยามราตรีกันด้วยมาริน่าเบย์ กลับทางเดิมผ่านโดมต้นไม้อีกครั้งเวอร์ชั่นกลางคืน

ก่อนจะข้ามสะพาน Helix ที่โฉบไปโฉบมาอยู่หลายรอบไม่ได้ข้ามเสียที

บนสะพานมีรหัส Nucleotide อยู่ตามพื้นด้วยนะ เด็กสายวิทย์คงพอจะสังเกตเห็นกัน

เนื่องจากเราไปตรงกับช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ หลาย ๆ ที่ในสิงคโปร์จึงมีการจัดงานเทศกาล รวมถึงที่ Esplanade Theatres ด้วย โดยมีการแสดงต่าง ๆ ตั้งแต่ช่วงบ่าย ๆ จนถึงค่ำ หมุนเวียนตามเวทีแสดงต่าง ๆ รอบ ๆ Esplanade เราได้ลองชมการแสดงอยู่ชุดนึงที่เวทีริมน้ำ แน่นอนว่าฟรี

ออกจาก Esplanade ข้ามสะพานกลับไปหาสิงโตพ้นน้ำอีกรอบ แต่ก่อนจะถึงคุณสิงโตเจอเข้ากับ Uncle Ice-cream เข้าให้ ทำเลทองเลยนะลุง นี่เทศกิจไม่ไล่หรอเนี่ย

ตอนกลางวันเห็นยอดโดม City Hall อยู่ลิบ ๆ มาหลายทีแล้ว ลองปั่นเข้าไปดูใกล้ ๆ เสียที

ถัดไปก็เป็นอาคารรัฐสภา วิว Background ด้านหลังนี่อลังมาก

มุดสะพานลอดไป Clarke Quay

ข้างล่างทางลอดมีนักดนตรีเปิดหมวกสีซอเพลง My Heart Will Go On อยู่ด้านล่าง เสียงซอก็แหลม ๆ ดูโหยหวน แล้วดันมาอยู่ใต้สะพานข้ามแม่น้ำ  รู้สึกเหมือนเรือกำลังจะจมเลย… ช่วยชั้นด้วยย (ตอนไปวางเงินเห็นมีแบงค์ 5 ดอลล่าร์ด้วยนะ โหววว นี่อยากจะเอาขลุ่ยมาเป่าเปิดหมวกบ้าง)

ถึงแล้ว Clarke Quay

ที่ว่าสิงคโปร์น้ำแพงนั้น พูดไม่ถูกนะครับ ถ้าให้ถูกต้องบอกว่าเบียร์ต่างหากที่ โคตรแพงงงงงงงง โอ้โหว เดินดูไปๆ ต้องปั่นจักรยานด้วยนะ ไม่เมาๆ

แล้วก็คงเพราะราคาค่าเบียร์ตามร้านที่แพงโค่ด ๆ กระมัง จึงได้เจอนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่หันมาซื้อเบียร์จากเซเว่นแล้วมาปักหลักนั่งดรีงกันบนสะพานแบบนี้แทน เห็นแบบนี้แล้วอยากชวนมาเดินข้าวสารจริง ๆ แหม่ ซื้อเบียร์ที่นี่ได้ มาข้าวสารนี่กินกันอ้วก

ปิดท้ายวันนี้ด้วยมื้อดึกด้วยแมคโดนัล เพราะสำนึกในน้ำเปล่าที่ให้เราเติมฟรีมาโดยตลอด อีกอย่างคือมันจะเที่ยงคืนแล้วด้วย Hawker ปิดหมดละ Set นี้เบ็ดเสร็จ 15.1 เหรียญ

แอบรู้สึกว่าแมคฯที่สิงคโปร์อร่อยกว่าที่ไทยนะ มีใครู้สึกเหมือนกันมั้ย ?

ที่นี่ดูจะโปรดปรานทุเรียนมาก ขนาดน้องคิตตี้ในแมคยังมีเป็นเวอร์ชั่นทุเรียนเลย

Park Connector Network

เช้าสุดท้ายในสิงคโปร์แล้ว… แพลนวันนี้คือเราจะเดินทางไปยังประเทศมาเลเซียทางด่าน Woodlands จากนั้นขึ้นรถบัสต่อไปยังเมือง Kluang ในรัฐยะโฮร์บาห์รูเพื่อพบกับเพื่อนชาวมาเลเซียที่รู้จักกันผ่าน Couchsurfing

ตลอด 3 วันในสิงคโปร์เรายังขาดไปอย่างหนึ่งที่เราอยากไป คือเส้นทางเชื่อมสวน Park Connector Network หรือเรียกย่อ ๆ ว่า PCN ดังนั้นหนทางที่เราจะได้ลองปั่นผ่าน PCN ได้นั่นคือเราจะปั่นจักรยานจากโฮสเทลของเราแบกเป้ขี่ไปยังด่าน Woodlands รวมระยะทางราว ๆ  30 กิโลเมตรนั่นเอง !!!

PCN เป็นเส้นทางเชื่อมสวน ด้วยทุนเดิมของสิงคโปร์ที่มีสวนสาธารณะอยู่ทั่วเมืองตั้งแต่ขนาดชุมชนถึงขนาดใหญ่ระดับภูมิภาคอย่าง West Coast Park หรือ East Coast Park เป็นต้น จึงเกิดความคิดที่จะเอาพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาทำเป็นทางสวนเข้าด้วยกัน คนจากแหล่งชุมชนก็ไปสวนได้ง่ายขึ้น ที่ดินที่รกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็ถูกพัฒนาให้เป็นเส้นทางสำหรับทำกิจกรรม ออกกำลังกายทั้งวิ่งจ็อกกิ้ง หรือขี่จักรยาน รวมทั้งสามารถใช้เป็นเส้นทางสัญจรได้ด้วย

แล้วเราจะหา PCN เจอได้อย่างไร ??

นอกจากข้อมูลจาก Shimano Cycling World ที่เราเคยพาไปชมมาแล้ว ข้อมูลเกี่ยวกับ PCN ทั้งหมดยังสามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์ คลิก ซึ่งเป็นหน่วยงานของสิงคโปร์ที่ดูแลเรื่องสวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียว

pcn

นอกจากข้อมูลทางจักรยานแล้ว เว็บดังกล่าวยังมีข้อมูลสวนสาธารณะ กิจกรรมในสวน อย่างเช่น Workshop ต่าง ๆ หรือการแสดงดนตรี บลา ๆ ๆ

PCN ไม่ใช่ทางจักรยาน… แต่เป็นทางที่ทั้งคนเดินเท้าและจักรยานรวมถึง roller skate, skateboard และอื่น ๆ ยกเว้นเพียงแต่สิ่งที่เคลื่อนที่ด้วยกำลังเครื่องยนต์ ใช้ทางร่วมกัน ดังนั้น PCN จึงมีทั้งที่แยกไปต่างหาก และที่อยู่ร่วมกันบนทางเท้า บางที่ก็แยกช่องทางคนเดินเท้ากับจักรยานและบางทีก็ใช้ทางร่วมกัน

PCN เส้นแรกที่เราเจอคือ Henderson Park Connector ซึ่งเชื่อมระหว่างสะพาน Henderson Wave อันเลื่องชื่อกับย่าน Tiong Barhu ต่อไปยังเส้น PCN เส้น Alexandra

เราใช้ทางเส้นนี้ไปแป้บเดียว (เพราะมันไม่ใช้ทางที่จะไป Woodlands) ก็ต้องปั่นไปตามถนน Queenway ต่อก่อนจะเจอ PCN ที่ขนานไปกับถนน

ก่อนจะพาข้ามถนนเลียบคลองไปออก Commonwealth Avenue

ตลอดทาง PCN ยังมีลูกศรและป้ายบอกระยะทางที่พื้นตลอดเป็นระยะๆ ด้วย

แล้วทางก็พาเรามาสู่เส้น Ulu Pandan ซึ่งเป็นเส้นทางที่แยกออกจากถนนเป็นเอกเทศเลย

เส้นทางกว้างขนานไปกับลำคลองและต้นไม้ใหญ่ตลอดทาง

หากไปตาม PCN เส้นนี้ไปเรื่อย ๆ จะเจอ High Light ของเส้นทางคือสะพานทางรถไฟ (Rail Corridor ที่เคยเล่าไปแล้ว) และทางจะพาต่อไปได้จนถึงเขา Bukit Timah ซึ่งมีสถานีรถไฟอีกแห่งหนึ่งของสิงคโปร์ รวมถึงเป็นแทร็คเสือภูเขายอดนิยมอีกด้วย หากแต่ด้วยวันนี้เราออกจากโฮสเทลก็เป็นเวลาสายแล้ว ระยะทางกว่าจะถึงด่าน Woodlands พร้อมด้วยสัมภาระบนหลังที่ทำให้ปั่นทำความเร็วได้ไม่มาก เราจึงต้องแยกออกจากทาง PCN แล้วตัดเข้าถนนที่ระยะทางตรงกว่าเพื่อมุ่งหน้าสู่ด่าน Woodlands ต่อไป….

Causeway

ระหว่างทางปั่นไป Woodlands เราได้เจอสิ่งน่าสนใจ 2 อย่าง
อย่างแรกคือเราบังเอญผ่านป้ายรถเมล์ขณะที่ผู้พิการกำลังจะโดยสารพอดี รถเมล์สิงคโปร์ไม่มีกระเป๋ารถเมล์ มีแต่คนขับรถ เมื่อคนพิการจะโดยสารจึงเป็นหน้าที่ของคนขับรถที่ลงมาช่วยกางแผ่นพื้นเทียบทางเท้ากับตัวรถและช่วยพารถเข็นคนพิการขึ้นรถเมล์

อย่างที่สองคือการก่อสร้างบนพื้นที่ทางเท้า ทำให้ทางเท้าโดนปิดไป หน้าที่ของเจ้าของโครงการก่อสร้างคือการกัน barrier เพื่อให้เป็นทางสำหรับคนเดินเท้าขึ้นมาชั่วคราว รวมถึงเทปูนทำทางเท้าให้เรียบและมีป้ายบอกทางชัดเจน เราเห็นแบบนี้ 2-3 ครั้งในย่านกลางเมืองซึ่งมีคนเดินพลุกพล่าน แต่ในย่านนอกเขตเมืองซึ่งแทบจะไม่มีคนเดินถนนผ่านก็ไม่มีข้อยกเว้นเช่นกัน

จะว่าไปแล้ว ทั้งสองเรื่องที่เจอมันไม่น่าใช่เรื่องแปลกที่ต้องถ่ายรูปมาอวดเลยนะ ทั้งเรื่องรถเมล์ที่คนพิการขึนได้ และเรื่องทางเดินเท้าทดแทน นี่ถ้าคนสิงคโปร์อ่านภาษาไทยออกเขาคงงงว่าตื่นเต้นอะไรกัน ? แต่บังเอิญประเทศเรามันดันแปลกที่ไม่มีอะไรแบบนี้ ทั้งเรื่องรถเมล์และเรื่องทางเดินเท้าที่คนต้องไปเดินเสี่ยงบนผิวถนนเอาแทน…

เราปั่นมาเรื่อย ๆ ถึงครึ่งทางที่ย่านที่พักอาศัยสักที่หนึ่งซึ่งด้านล่างมี Mall อยู่ จึงแวะหาข้าวกลางวัน (ซึ่งตอนนั้นคือบ่ายแล้ว) ทานกันที่นี่

เข้ามายังไม่ทันได้ดูอะไร เจอแถวร้านนี้ยาวเหยียดเลยเลือกร้านนี้เลย (นี่เขาขายอะไรยังไม่รู้เลยนะเนี่ย)

ออกมาเป็นก๋วยเตี๋ยว รสชาติคล้าย ๆ ขนมจีนน้ำยา แต่ก็ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ชามละ 5 เหรียญ

ปั่นต่อไปเรื่อย ๆ ก็เจอรถราง Mono Rail (รึเปล่า ?) หน้าตาน่ารักดี

และแล้วเราก็มาถึงด่าน Woodlands

สิงคโปร์กับมาเลเซียมีทางเชื่อมหากัน 2 เส้นทาง 1 คือที่ด่าน Woodlands และ 2 คือด่าน Tuas สำหรับด่าน Woodlands นั้นเราสามารถปั่นจักรยานข้ามประเทศได้ แต่อีกทางนึงได้เฉพาะรถยนต์เท่านั้น

ขั้นตอนการปั่นผ่านแดนง่ายๆ นั่นคือการเข้าไปในช่องทางของรถมอเตอร์ไซต์ (จะมีป้ายจักรยานอยู่ด้วยเห็นมั้ยๆ) ตรงนี้อาจต้องใช้ความระมัดระวังนิดนึงเพราะมอเตอร์ไซต์ค่อนข้างขับมากันเร็ว จากนั้นขี่ไปเรื่อยๆ จนถึงด่าน จะเจอช่องตม.เป็นช่องๆ เหมือนช่องจ่ายเงินทางด่วนเลย เราก็เลือกเอาสักช่องนึง ยื่นพาสปอร์ตให้ไป เจ้าหน้าทีประทับตราให้ รับพาสปอร์ตคืนก็ขี่ออกไปได้เลย

พอถึงด่านฝั่งมาเลเซียก็ทำแบบเดียวกัน เข้าช่อง ยื่น ประทับรับคืน เป็นอันเสร็จพิธี

East Coast Park

เรากลับมาสิงคโปร์อีกครั้งในวันที่ 29 กันยายน เพื่อต่อเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ เที่ยวบินของเราจะออกจากสนามบินชางฮีเวลา 20.40 น. และตอนนี้เราเข้ามาเหยียบเกาะสิงคโปร์อีกครั้งตอน บ่ายสามโมงครึ่ง ยังพอมีเวลาให้เราแวะสวนสาธารณะสุดท้าย East Coast Park

เรานั่งรถไฟฟ้า MRT จากสถานี Kranji มายังสถานี Paya Lebar ระหว่างที่อยู่บนสถานีเราใช้ลิฟท์เป็นส่วนใหญ่เพื่อความสะดวกเพราะเราต้องหิ้วกระเป๋าจักรยานไปด้วย

เห็นลิฟท์ที่นี่แล้วนึกขึ้นได้ว่าเคยเห็นกระทู้ดราม่าเรื่องการใช้ลิฟท์ที่สถานีรถไฟฟ้าบ่อย ๆ ลิฟท์ตามสถานีรถไฟฟ้าในสิงคโปร์นั้นติดป้ายประชาสัมพันธ์ไว้ชัดเจนว่าให้สิทธิแก่คนพิการ สตรีมีครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีความจำเป็น เข้าใช้บริการก่อน หลาย ๆ ที่นอกจากป้ายแล้วยังจัดคิวแยกแถวไว้ให้เลยด้วย อย่างในภาพคือให้คนแถวทางขวาเข้าลิฟท์ก่อนจากนั้นคนปกติทางซ้ายจึงเข้าใช้บริการ

ผู้มีความจำเป็นต้องใช้ลิฟต์ก็ได้ใช้บริการอย่างสะดวก ส่วนลิฟต์ก็ถูกใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพเพราะไม่ได้เปิดทิ้งไว้รอแต่ผู้ที่มีความจำเป็นมาใช้งานเท่านั้น คนทั่วไปก็สามารถใช้ได้ด้วย win – win

East Coast Park เป็นส่วนสาธารณะริมทะเล ขนานเป็นแนวยาวตั้งแต่แถว ๆ มาริน่าเบย์จนเกือบถึงสนามบินชางฮี รวมระยะทางราว ๆ 15 กิโลเมตร

วันแรกเรายังคิดจะปั่นจักรยานออกจากสนามบินผ่าน East Coast Park ไปโฮสเทล แต่หาทางออกจากสนามบินไม่เจอ

ที่นี่มีร้านให้เช่าจักรยานเรียงรายเต็มไปหมด มีหลายแบบทั้งแม่บ้านธรรมดา เสือภูเขา หรือจะเป็นรถปั่นแบบ 4 คนถีบก็มี

นอกจากปั่นจักรยานแล้ว สวนนี้ยังมีลานปิ้งบาบีคิวด้วย เจอวัยรุ่นมาปิคนิคปิ้งย่าง เล่นวอลเล่บอลชายหาดกันด้วย

อันนี้แพลนสำหรับทริปหน้า นี่มีลานให้กางเต๊นท์ด้วยยยย กรี๊ดดดด เซฟเงินค่าโฮสเทลคืนละ 50 เหรียญ ห้องอาบน้งอาบน้ำก็มี

ใช้เวลาทริปนี้อย่างคุ้มค่า ถึงเวลาต้องมาเช็คอินกลับกรุงเทพฯ กันแล้ว

เนื่องจากกระเป๋าจักรยานเป็นสัมภาระเกินขนาด (oversized baggage) ไปตามสายพานลำเลียงกระเป๋าปกติไม่ได้ หลังจากเช็คอิน ชั่งน้ำหนักสัมภาระและติดแท็กกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว เราจึงต้องเอากระเป๋าเรามาวางใส่รถเข็นที่เคาร์เตอร์ปลาย Row Check-in แบบนี้ เช่นเดียวกับที่ดอนเมือง (ในขณะที่สุวรรณภูมิจะมีเคาร์เตอร์ให้เอากระเป๋าไปผ่านเครื่อง x-ray อยู่ต่อจากเคาร์เตอร์เช็คอิน 2-3 จุด ลองสอบถามพนักงานภาคพื้นในแต่ละสนามบินดูนะครับ

เอาล่ะ ถึงเวลากลับบ้านแล้ว

สรุปค่าใช้จ่ายทริปนี้

8200 THB โดยประมาณ ค่าตั๋วเครื่องบินและสัมภาระและอาหาร
150 SGD ค่าที่พัก 2 คน 3 คืน (25 SGD ต่อคนต่อคืน)
115 SGD โดยประมาณ ค่าอาหารน้ำดื่ม (…และคาเฟ่ชิคๆ)
15 SGD โดยประมาณ ค่ารถไฟฟ้า รถเมล์
15 SGD Sim Card
28 SGD สายล็อกจักรยานที่ซื้อใหม่

  • ค่าใช้จ่ายตกหล่นอื่น ๆ และค่าใช้จ่ายในมาเลเซีย 2 วัน

รวมงบที่ใช้ 6 วัน ประมาณ 17,000 บาท คิดต่อคนตกราว ๆ 8,500 บาท โดยประมาณ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านกระทู้อภิมหายาวนี้จนจบครับ หากชอบใจช่วยกัน + เป็นขวัญกำลังใจด้วยนะครับ

ภาพและบทความโดย

Sittidej Juthakan (date1416)

ที่มา Pantip.com

เรียบเรียงโดย

BKKWheels

You may also like
InterBike จัดขบวนจักรยาน Pacific ลดราคาครั้งใหญ่
ปั่นหาดใหญ่ ไปแล้วอยากไปอีก
new classic birdy 20 ปีแห่งประสบการณ์ล้ำค่า และการกลับมาอีกครั้ง
จักรยานพับ birdy gen 3 จากนกน้อย สู่พญาอินทรี