พฤหัส. ก.ย. 19th, 2019

BKKWheels

เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลสังคมจักรยาน เพื่อการดำเนินชีวิต

ปั่นเมืองรอง ท่องเที่ยวตราด ด้วยจักรยาน

เมื่อหลายปีก่อนผมเคยไปปั่นจักรยานท่องเที่ยวเกาะหมาก ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ราวๆ เที่ยงคืน ถึงตราดก็ราวๆ ตีห้า ยังไม่มีโอกาสเห็นจังหวัดตราดแบบถนัดตา ก็มาถึงท่าเรือแหลมศอกในตอนฟ้าสาง เพื่อนั่งเรือที่จองไว้แล้วออกเดินทางไปสู่เกาะหมาก หลังจากปั่นเที่ยวเกาะหมากอย่างจุใจ ก็นั่งเรือกลับมา เพื่อขึ้นรถแล้วมุ่งหน้ากลับสู่กรุงเทพฯ ทำให้ตราดสำหรับผมเป็นการพบกันเพียงเพื่อผ่านไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จักกันอย่างจริงจัง จนกระทั่งเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา Octo Cycling ได้จัดทริปปั่นจักรยานเที่ยวตราด และได้ชวนให้ผมได้ไปร่วมเดินทางท่องเที่ยวในทริปนี้ด้วย จึงเป็นโอกาสดี ที่ผมกับจังหวัดที่เคยรู้จักกันแบบผิวเผิน จะได้ทำความรู้จักกันแบบจริงๆ อีกสักครั้ง ซึ่งทริปนี้ก็ไม่ต้องทนนั่งรถทัวร์ให้เมื่อยหลายชั่วโมง เพราะเราได้ใช้บริการสายการบิน Bangkok Airways ในการเดินทางครั้งนี้ เวลาดีแบบไม่ต้องเร่งรีบ แถมบริการก็ประทับใจเสมอ ที่สำคัญถึงแม้จะเป็นเครื่องบินลำไม่ใหญ่ แต่กัปตันไฟล์ที่ผมบิน ควบคุมเครื่องได้นุ่มนวลน่าประทับมากจริงๆ

ปั่นเที่ยวตราด

หนังจากเครื่องลงถึงสนามบินเรียบร้อย รถของ Octo Cycling ก็ขนจักรยานจากกรุงเทพฯ มาจอดรอเราอยู่ที่ลานจอดรถพร้อมให้เราทำการประกอบ และทดลองปั่น เพื่อออกเดินทางท่องเที่ยวทำความรู้จักกับจังหวัดตราด ตั้งแต่ออกจากสนามบิน ช่วงเวลาที่เราไปปั่นในช่วงเดือนกันยายน ยังมีฝนอยู่บ้าง แต่ในวันที่เราไปถึงอากาศดูจะเป็นใจไม่ร้อนมาก ถึงแม้พยากรณ์อากาศจะบอกว่าจะมีฝนก็ตาม

เราเริ่มปั่นจักรยานออกจากสนามบิน ไปตามถนนที่เงียบสงบร่มรื่น และเต็มไปด้วยแมกไม้ ให้ความรู้สึกดีตั้งแต่เริ่มต้น ถึงแม้จะเป็นสนามบินแต่รถค่อนข้างน้อย และสองข้างทางก็ดูเขียวขจี เหมาะที่จะเป็นจุดเริ่มต้นและเส้นทางปั่นจักรยานมากๆ จากสนามบินเราตั้งใจจะไปทานข้าวกลางวันกันที่ร้านอาหารแถวอ่างเก็บน้ำเขาระกำ ทีมงาน Octo Cycling พยายามพาเราเข้าสู่ถนนสายรอง ซึ่งถือได้ว่าเป็นเส้นทางที่สวยงามมาก ทั้งความสวยงามของภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยต้นไม้เขียวขจี และมีเนินเขาขึ้นลงพอให้เราได้ท้าทายได้ออกแรง ผิวถนนบนเส้นทางที่เราใช้ถือได้ว่าดีมากๆ อีกทั้งยังมีรถสัญจรค่อนข้างน้อย ทำให้เราได้เพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์สองข้างทางตลอดการปั่น

ภูมิประเทศของจังหวัดตราด จัดได้ว่าไม่หมู ถ้าคิดมาปั่นจักรยานท่องเที่ยวทางไกล ถ้าเลือกใช้จักรยานที่เหมาะสม พร้อมจะปั่นขึ้นลงไปกับภูมิประเทศที่มากมายไปด้วยเนินเขา ที่นี่ก็มีความท้าทายและความสนุกรออยู่ไม่ใช่น้อย แต่ใช่ว่าจะยากเกินกว่าความสามารถจะพิชิตได้ เพราะสุดท้ายถ้าไม่ไหวก็แค่ลงเข็น เป็นเรื่องธรรมชาติของการปั่นจักรยาน

อ่างเก็บน้ำเขาระกำ

ยังไม่ทันเลี้ยวเข้าไปอ่างเก็บน้ำเขาระกำ เราก็เลี้ยวมาฝั่งตรงข้ามซะก่อน ซึ่งมีคลองส่งน้ำที่ระบายออกมาจากเขาระกำ มีคนมาทำร้านอาหารอยู่บริเวณนี้ ซึ่งร้านที่เราแวะฝากท้องมื้อกลางวันชื่อ ครัวริมธาร ซึ่งทางร้านจะมีซุ้มตั้งกระจายอยู่ในพื้นที่ มีทั้งที่อยู่ด้านบน และที่อยู่ริมน้ำ ให้เราเอาขาลงไปแช่น้ำระหว่างรับประทานอาหารได้ แต่บังเอิญช่วงที่เราไปถึงฝนตกลงมาพอดี จึงเลือกนั่งทานในซุ้มไม้ไผ่ที่อยู่ด้านบน ทานข้าวไปฟังเสียงฝนไป ดูน้ำไหลไป ก็เพลินใจไม่น้อย

หลังจากท้องอิ่ม ฝนหยุด เราก็สวมชุดเตรียมปั่นต่อ เพื่อขึ้นไปชมความงามของอ่างเก็บน้ำเขาระกำ ซึ่งตามแผนเดิมทีมงาน Octo Cycling จะพาเราปั่นจักรยานมาอีกเส้น ซึ่งจะผ่านทางอ่านเก็บน้ำก่อน และเป็นเส้นทางที่สวยงามอเมซซิ่งมาก แต่ในช่วงที่เราไปฝนตกค่อนข้างบ่อยทำให้เส้นทางดังกล่าวมีน้ำท่วมขัง จึงไม่สามารถปั่นไปตามแผนได้ แต่เราก็ยังได้เห็นความงามของอ่างเก็บน้ำเขาระกำ อ่างเก็บน้ำที่ดูชุ่มฉ่ำเขียวขจี

มุ่งหน้าสู่ท่าเรือแหลมงอบ

หลังจากสัมผัสความชุ่มชื้นบนสันเขื่อนเขาระกำกันจนฉ่ำใจ เราก็มุ่งหน้าต่อไปสู่ที่พักคืนแรก ซึ่งอยู่บริเวณท่าเรือแหลมงอบ ซึ่งต้องยอมรับว่าเส้นทางปั่นเที่ยวตราดวันแรกค่อนข้างเต็มไปด้วยความประทับใจ ด้วยเส้นทางที่ทาง Octo Cycling เลือกใช้เป็นถนนที่รถยนต์ผ่านค่อนข้างน้อย ผิวถนนค่อนข้างดี และมีต้นไม้หลากหลายพันธุ์ ให้เราได้เห็นความอุดมสมบูรณ์ตลอดเส้นทาง อีกทั้งด้วยความที่ภูมิประเทศมีภูเขาน้อยใหญ่ ให้เราได้ท้าทาย ทำให้ระยะทางปั่นที่ดูไม่มาก เพียงแค่ 40 กิโลเมตร จากสนามบิน ก็ทำให้ใครหลายคนถึงกับเหงื่อตกได้

ถึงแล้วแหลมงอบ

หลังจากปั่นผ่านเนินเขามากมาย ในที่สุดเราก็มาถึงอุโมงค์ต้นไม้เส้นทางริมชายทะเล ที่ทำให้เรารู้สึกราวกับกำลังแหวกม่าน ขณะที่ปั่นไปความหนาแน่นของต้นไม้ก็เริ่มน้อยลง ภาพวิวที่อยู่สองข้างทางเริ่มเปิดออก เสียงของคลื่นที่กระทบฝั่งเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ลมที่ผ่านตัวเราไป ไม่เหมือนกับลมที่เราเจอมาตลอดทั้งวัน และในทันใดภาพของท้องฟ้ายามเย็นก็ปรากฎขึ้นอยู่ด้านข้าง ในที่สุดเราก็ได้เห็นทะเลตราดแบบชัดๆ ตาอีกครั้ง ความเหนื่อยล้าที่แบกมาตลอดวัน ดูคล้ายจะมะลายไปพร้อมกับสายลมที่พัดผ่านตัวเรา เสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งฟังแล้วรู้สึกสบายใจ ในที่สุดเราก็ถึงจุดหมายของวันแรกเสียที

ยิ่งเวลาคล้อยเข้าสู่ยามเย็น เสน่ห์ของที่นี่ก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ภาพของเกาะช้างที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของแหลมงอบ ดูสวยงามและมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ท้องฟ้าเริ่มถูกฉาบสีทองของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับไปที่เส้นขอบฟ้า สะกดเราให้เฝ้ามองแสงของท้องฟ้าที่สะท้อนลงสู่น้ำผิวน้ำ โรงแรมที่เราจะพักวันนี้อยู่ไม่ไกลจากที่เรือแหลมงอบนัก เราจึงเก็บเกี่ยวช่วงเวลาสุดท้ายก่อนที่แสงของวันจะสิ้นลง ด้วยการเก็บความทรงจำยามเย็นที่สวยงามของแหลมงอบไว้ให้มากที่สุด

ริมทะเลซีฟู๊ดแอดน์รีสอร์ท

สำหรับคืนแรกของการเดินทางเราฝากท้องฝากกายไว้ที่โรงแรมริมทะเลซีฟู๊ดแอนด์รีสอร์ท ซึ่งถือได้ว่าเป็นโรงแรมที่ทำเลดี หาไม่ยาก อีกทั้งก็มีห้องพักมากพอสมควร และบางส่วนเรียกได้ว่าตื่นมาก็เห็นทะเลเลย ที่สำคัญนอกจากที่นี่จะมีห้องพักบริการแล้ว ก็ยังมีโซนที่เป็นร้านอาหาร ซึ่งเรียกได้ว่าไม่ต้องเดินไปหากินที่ไหนเลย โซนร้านอาหารกว้างขวางสะอาดใหญ่โต พนักงานพร้อมคอยให้บริการมากมาย ปั่นจักรยานเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว หลังจากเอากระเป๋าเข้าเช็คอิน อาบน้ำพักผ่อนกันอย่างสบายใจ เราสามารถเดินจากห้องสู่พื้นที่ที่เป็นร้านอาหารได้เพียงไม่กี่เมตร ที่สำคัญอาหารก็สดอร่อยไม่แพ้ที่ใด

และแล้วหนึ่งวันในจังหวัดตราดก็หมดลง ถือว่าเป็นการเดินทางเพื่อทำความรู้จักกันในวันแรกอย่างน่าประทับใจ ถึงแม้เราจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการปั่นขึ้นลงเนินเขาที่หลากหลาย แต่ก็ทำให้เราได้รู้จักกับจังหวัดตราด ในแง่มุมที่ใครหลายคนอาจไม่เคยได้สัมผัสมากขึ้น

สู่เช้าวันใหม่ที่สดใสในเมืองตราด

โดยปกติแล้วการปั่นจักรยานท่องเที่ยวในสไตล์ Octo Cycling เราจะไม่นอนซ้ำที่เดิม เมื่อวันใหม่เริ่มต้นขึ้น เราจึงจัดการเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมที่เราพักเมื่อคืน เพื่อมุ่งหน้าสู่โรงแรมแห่งใหม่ ซึ่งจุดหมายปลายทางของเราวันนี้คือท่าเรือแหลมศอก สถานที่ที่อยู่ในความทรงจำเล็กๆ ของผมสำหรับการเดินทางมาจังหวัดตราดครั้งแรก ผมแทบจะจำภาพระหว่างทางสู่แหลมศอกไม่ได้เลย แต่วันนี้ผมจะได้เห็นภาพระหว่างทางจากแหลมงอบสู่แหลมศอกได้อย่างชัดเจนที่สุด

ผมรักการปั่นจักรยานท่องเที่ยว เพราะมันทำให้เราช้าลงจนเห็นรอยยิ้มของผู้คนระหว่างทาง ได้ยินเสียงคำทักทายของผู้คนรอบข้าง ได้รู้จักตัวเองมากขึ้น เส้นทางปั่นจักรยานท่องเที่ยวในแบบ Octo Cycling จึงไม่ได้จบลงตรงที่การนั่งคุยกันเรื่อง AV ที่ทำได้ หรือจำนวนระยะทางที่จบด้วยตัวเลขหลายๆ หลักบนไมล์จักรยาน แต่มันเป็นการทบทวนภาพความทรงจำของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระหว่างทางที่เราปั่นเสียมากกว่า

ศูนย์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ หาดทรายดำ

เส้นทางปั่นผ่านชุมชนแต่ละที่ ก็มักจะมีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป เหมือนอย่างเส้นทางที่เราปั่นจากโรงแรมไปสู่ศูนย์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ หาดทรายดำ ก็เป็นเส้นทางที่มีความน่ารักและเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ใช่น้อย ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายที่ยึดตามหลักศาสนา ก็พาให้ชวนมอง รวมถึงสถาปัตยกรรมทางศาสนาที่แตกต่าง ก็มีเสน่ห์น่าค้นหา และหลังจากที่เราออกจากโรงแรมมาไม่ไกล เราก็ได้เข้าสู่พื้นที่ศูนย์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ หาดทรายดำ ซึ่งเป็นหนึ่งสถานที่ที่ร่มรื่น สวยงามด้วยแมกไม้ ที่ขึ้นทึบบริเวณป่าชายเลน

ที่บริเวณทางเข้าศูนย์การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติหาดทรายดำ จะมีร้านค้าของชาวบ้านมาขายสินค้ามากมาย ถ้าเป็นไปได้ผมไม่อยากให้คุณพลาดที่จะอุดหนุนสินค้าเหล่านั้น โดยเฉพาะน้ำหลากหลายที่ชาวบ้านทำจากวัตถุดิบท้องถิ่น บ้างก็ปลูกเอง และนำมาทำเป็นเครื่องดื่มที่ทั้งอร่อยและชื่นใจ จนมีพี่บางท่านที่ไปถึงกลับซื้อเหมาเอาใส่ถังน้ำแข็งไว้ทานกันเลยทีเดียว

ชุมชนน่ารัก บ้านน้ำเชี่ยว

ถ้าปั่นไปตามสะพานปูนในกรุงเทพฯ มันยังไม่สะใจ ในจังหวัดตราดก็มีเส้นทางปั่นบนสะพานปูนให้ได้ท่องเที่ยว อย่างเช่นชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ชุมชนไม่เล็กไม่ใหญ่ที่อาศัยอยู่ริมคลองน้ำเชี่ยว ที่มีจุดหมายปลายทางคือการไหลออกทะเล ผมเคยเห็นภาพหนึ่งที่มีคนถ่ายไว้อย่างน่าสนใจ คือการมาที่นี่ในช่วงเวลาโพล้เพล้และถ่ายภาพมัสยิดเก่าแก่ประจำชุมชน โดยมีฉากหน้าเป็นสะพานประจำชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์ และมีมัสยิดอัลกุบรอ มัสยิดเก่าแก่ที่อยู่คู่ชุมชนนี้มานับร้อยปี ซึ่งเห็นแล้วเป็นภาพที่งดงามน่าประทับใจมาก

ร้านอาหารทิวธารา

มาถึงทะเลทั้งที ก็ต้องหาร้านอาหารทะเลขึ้นชื่อของสถานที่นั้นๆ เป็นจุดพักระหว่างทาง และร้านอาหารทิวธารา ที่ใครๆ ต่างก็แนะนำว่าต้องมาคือจุดหมายในการแวะทานมื้อกลางวันของเรา ยังไม่ทันได้เห็นอาหาร แค่ได้เห็นวิวที่อยู่รอบๆ ร้านก็รู้สึกประทับใจแล้ว อาหารร้านนี้ก็จัดได้ว่าอร่อยจริงสมคำร่ำลือ วัตถุดิบสดใหม่ ปรุงรสได้อร่อยถึงเครื่อง ยิ่งได้มองวิวคลองน้ำเชี่ยว ที่มีต้นไม้ขึ้นเขียวอยู่ฝั่งตรงข้าม ยิ่งทำให้อาหารมื้อนั้นอร่อยรส อิ่มใจที่ได้มาเยือน

มุ่งหน้าสู่แหลมศอก

หลังจากท้องอิ่มและฟินกับวิวของร้านอาหารแล้ว เราก็ออกเดินทางต่อไปยังที่พักแห่งใหม่สำหรับคืนที่สอง ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ กับแหลมศอก  ทีมงาน Octo Cycling พยายามพาเราปั่นบนเส้นทางรองและลัดเลาะ วิวทุ่งนาและคลองชลประทาน ซึ่งถึงแม้ถนนจะไม่ดีมาก และมีฝนตกลงมาปอยๆ แต่เราก็ยังรู้สึกสนุกและปลอดภัย ไม่ต้องคอยระวังอันตรายจากรถยนต์ที่ขับกันเร็วๆ เหมือนกับการปั่นบนถนนใหญ่ แต่จากประสบการณ์ปั่นเที่ยวเมืองตราดมา 2 วัน ก็พบว่าผู้คนที่นี่ค่อนข้างจะน่ารักและมีน้ำใจ พร้อมหยิบยื่นความช่วยเหลือให้เสมอ

หากดูจากบนแผนที่ประเทศไทย แหลมศอกคือพื้นที่ที่ยื่นออกมาไกลสุดขอบของภาคตะวันออกของประเทศไทยแล้ว อีกไม่กี่กิโลเมตรก็จะเป็นจังหวัดกัมพูชา เส้นทางจากร้านทิวธารา ถึงแหลมศอก ก็มีให้เราต้องออกไปปั่นบนถนนใหญ่บ้าง แต่วิวระหว่างทางส่วนใหญ่ก็ยังจูงใจให้เรามีแรงที่จะปั่นชื่นชมไปกับภาพสองข้างทาง อากาศกำลังดี และไม่มีเนินเขาให้เหนื่อยมากเกินไปนัก เราได้หยุดแวะพักดื่มกาแฟริมทาง ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าร้านข้างทางแถวนี้ก็มีวิวเก๋ๆ ในแบบที่ร้านค่าเช่าหลักแสนในกรุงเทพฯ จะต้องรู้สึกอิจฉาถ้าได้มาเห็น อย่างร้าน Loma’s Coffee ที่แต่งหน้าร้านดูง่ายๆ สไตล์ Loft แต่เมื่อเดินเข้ามาด้านใน จะมีโซนให้เราได้ห้อยขา หันหน้าออกดูวิวทะเลและทิวมะพร้าว แบบมุมสูง ซึ่งนั่งจิบกาแฟไป ดูวิวไป ก็หย่อนใจไม่ใช่น้อย

ถึงแล้วแหลมศอก

เราเลือกที่พักซึ่งไม่ไกลจากท่าเรือมากชื่อ Analay Check in & Chill Out เป็นที่พักที่ดูเรียบง่ายทำเลดี มีสระว่ายน้ำให้ ลักษณะห้องพักคล้ายตู้คอนเทนเนอร์ สามารถเดินไปยังท่าเรือได้ห่างไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร คืนนี้เราเลือกฝากท้องกันที่ร้านอาหารซึ่งอยู่บริเวณท่าเรือ ชื่อร้านนางพยาแหลมศอก อาจจะเป็นเพราะว่าเราไปกันผิดเวลาเมนูอาหารที่ทางร้านพร้อมเสิร์ฟให้เราได้จึงมีไม่มากนัก แต่เมนูที่เราได้ทานกันก็จัดว่าประทับใจในความอร่อยสมราคา แต่ก่อนที่เราจะเดินมาทานอาหารเย็น เราได้มีเวลาสัมผัสความงามของแหลมศอก ที่ใครหลายคนที่เคยมาที่นี่อาจไม่เคยเห็น เพราะพวกเค้าอาจใช้จุดนี้เป็นเพียงจุดผ่านเพื่อมุ่งหน้าสู่เกาะกรูด หรือเกาะหมากเท่านั้น ที่สำคัญมันเหมือนเป็นวันดีของเรา ที่อากาศดูแปลกๆ มาทั้งวัน จึงทำให้เย็นวันนั้นเรามีโอกาสได้เห็นรุ้งกินน้ำขึ้น อยู่ที่จุดหนึ่งบนขอบฟ้า เหนือทะเล ในเวลานั้นเราแทบจะไม่รู้ว่าจะดูอะไรดี ระหว่างรุ้งและพระอาทิตย์ที่กำลังจะตกลงที่อีกฟากหนึ่งของทะเล

ลาแล้วเมืองตราด

เราปั่นเที่ยวทริปนี้แบบ 2 คืน 3 วัน บินมาจากกรุงเทพฯ และบินกลับ โดยมาเพียงสัมภาระส่วนตัว ส่วนจักรยานนั้นทีมงาน Octo Cycling ขับรถกระบะขนตามมาส่งให้ ก่อนเดินทางกลับ เราปั่นจักรยานจากแหลมศอกเข้าสู่ตัวเมือง แวะอาบน้ำที่โรงแรมที่ทางทีมงานจัดเตรียมไว้ให้ ก่อนที่จะตัวหอมขึ้นเครื่องอย่างสบายใจไร้กังวล หลายคนอาจมองว่าตั๋วเครื่องบินของสายการบิน Bangkok Airways ราคาสูง แต่จากประสบการณ์ที่ผมได้รับการบริการจากทริปนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่าคุ้มค่า ทั้งการบริการอาหารเครื่องดื่มในเลาจ์ก่อนขึ้นบิน โดยไม่ได้แบ่งชั้นของผู้โดยสาร ไม่ต้องมีบัตรสมาชิก ไม่ต้องสะสมไมล์ คือถือบัตรโดยสารของ Bangkok Airways คุณก็ใช้บริการได้ ซึ่งมีให้ทั้งต้นทางและปลายทาง ในทริปนี้เรามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเล็กน้อย แต่ทีมงานภาคพื้น เข้ามาให้ความช่วยเหลือเราตั้งแต่ตอนที่เช็คอินตั๋วโดยสาร จนกระทั่งกลับถึงกรุงเทพฯ พนักงานพูดจาดียิ้มแย้มต้อนรับใส่ใจ ในแบบที่สายการบินแพงๆ บางสายการบินยังหาได้ยาก ระหว่างทางที่ปั่นจักรยานกลับเข้าเมือง ทีมงาน Octo Cycling พาเราแวะร้านกาแฟกลางป่า ที่รายล้อมด้วยสวนยาง แต่ทั้งคุณภาพอาหารและเครื่องดื่ม เรียกได้ว่าคนทำใส่ใจลงไปจนเรารู้สึกได้ ชื่อร้าน ฟางข้าว เค้กเฮ้าส์ตอนที่ทีมงานพาเข้าไป บอกตามตรงว่าผมเข้าไปแบบไม่ได้คาดหวัง สั่งเครื่องดื่มเพียงเพื่อดับกระหาย แต่พอได้ดื่มเข้าไปอึกแรกรู้สึกประทับใจจนต้องสั่งขนมและเครื่องดื่มเพิ่ม เรียกได้ว่าคุณภาพอาหารและเครื่องดื่มสวนทางกับราคาที่ถูกมากจริงๆ

ขอขอบคุณผู้สนับสนุนการเดินทาง บริษัท Octo Cycling  Co, Ltd.

Facebook Comments

ติดตามเรา